รวมลิงค์ตัวช่วยเหลือการเข้าถึงเว็บไซต์

บทความ

มาฝึกให้เด็กรู้จัก ปฏิเสธ กันเถอะ

เรารู้กันดีว่าเลี่ยงไม่ได้ที่เด็กของเรา “มีโอกาส” ที่จะได้รับการเสนอให้ลองบุหรี่ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่ยาเสพติดจากเพื่อนหรือคนที่เขารู้จัก ซึ่งพ่อแม่อาจไม่มีโอกาสที่จะรู้จักด้วย ก่อนอื่นลองมาดูเหตุผลยอดนิยมที่มักทำให้เด็ก “อยาก”ใช้สุราและยาเสพติดกันสักหน่อย

เพื่อให้รู้สึกว่า “ฉันโตแล้ว”
เพื่อให้เข้ากลุ่มได้ “เป็นพวกเดียวกัน”
เพื่อให้ผ่อนคลายและ “รู้สึกดี”
เพื่อความรู้สึก “ท้าทาย อยากต่อต้าน”
เพื่อสนอง “ความอยากรู้อยากลอง”

จะเห็นได้ว่าเหตุผลเหล่านี้วนเวียนอยู่กับความสำคัญของกลุ่มเพื่อนที่มีต่อ เด็กและมีเด็กจำนวนมากที่ “ปฏิเสธไม่เป็น” เมื่อเป็นดังนี้แล้ว พ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลูก “ต้านทาน”แรงกดดันของกลุ่มเพื่อน และช่วยหาหนทางที่จะใช้ “การปฏิเสธ” ให้ได้ผล ด้วยการ “ฝึกปฏิบัติการปฏิเสธ” เพื่อให้เด็กแต่ละคนมีวิธีพูดว่า “ไม่” ในแบบฉบับของตนเอง อย่าลืมว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้น เขาจำเป็นต้องรู้สึก “สบายใจ”ที่จะใช้คำพูด หรือการกระทำใดๆที่แสดงถึงการปฏิเสธการใช้ บุหรี่ สุรา หรือยาเสพติด เด็กที่มีพื้นนิสัยขี้อาย ไม่ค่อยกล้า ย่อมจะตอบสนองแตกต่างจากเด็กซึ่งมีลักษณะมั่นใจตนเอง กล้าแสดงออก และเด็กเล็กก็ย่อมมีวิธีที่จะบอกว่า “ไม่” แตกต่างไปจากเด็กโต

หน้าที่ของพ่อแม่ในเรื่องนี้จึงอยู่ที่การ “ฝึกสอน” หรือ “เป็นโค้ช” ให้กับเด็กๆ วิธีหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติก็คือ การนำเสนอสถานการณ์สมมติที่หลากหลาย (และมีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น!!) ให้เด็กทดลองโต้ตอบด้วยการกระทำและคำพูดของตนเอง เป้าหมายของวิธีการนี้อยู่ที่การ “ลองฝึกล่วงหน้า” เพื่อที่ว่าเมื่อเด็กเจอเข้ากับ “ชีวิตจริง”แล้วเด็กๆจะได้พร้อมที่จะปฏิเสธได้อย่างทันท่วงที และพึงจำไว้ว่า เรื่องนี้มิใช่เรื่องที่จะทำเพียงหนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้น แต่ควรเป็นเรื่องที่นำมาคุยและฝึกกันบ่อยๆเมื่อมีโอกาสในชีวิตประจำวัน
พ่อแม่อาจเลือกสถานการณ์สมมติขึ้นมาจากเหตุการณ์ ข่าว หรือ เรื่องต่างๆที่เด็กนำมาเล่าจากชีวิตประจำวัน และเพื่อทำให้สถานการณ์นั้นดูจริงจังขึ้น คุณก็อาจจะดัดแปลงเรื่อง โดยใช้ผู้คนและสถานที่ที่เด็กรู้จักมาผูกเป็นสถานการณ์ปัญหาที่จะคุยกัน

ตัวอย่างสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
ถ้าลูกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้ากับเพื่อนๆ และเกิดมีหนึ่งในกลุ่มชวนคนอื่นๆให้ “แอบหยิบ”ซีดีสักแผ่นในร้านเพลง เพราะกำลังได้โอกาสเหมาะ ลูกจะพูด หรือทำอย่างไร ?
ถ้าลูกไปเที่ยวบ้านลุง-ป้าในวันหยุดสุดสัปดาห์ และขณะที่อยู่ในสวนหลังบ้านที่ลับตา พี่ชายวัย 18 ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด และเสนอให้ลูกลองด้วย ลูกจะพูดและทำอย่างไร ?
หลังโรงเรียนเลิก เพื่อนชวนไปเที่ยวบ้าน เพื่อนคนหนึ่งมี “ของบางอย่าง” ซึ่งดูคล้ายกัญชามาให้ลองกัน ลูกจะพูดและทำอย่างไร ?
ที่ค่ายพักแรม เพื่อนคนหนึ่งแอบเอาเบียร์ใส่กระเป๋ามาด้วยหลายกระป๋อง และ
เสนอว่าดื่มแล้วจะช่วยให้รู้สึกหลับสบายขึ้น ลูกจะพูดและทำอย่างไร ?

ชวนลูกลองฝึกให้ตอบกันเถอะ

ให้ลูกลองคิดว่าเขาจะตอบเพื่อน หรือทำอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆข้างต้น และถ้าหากคำตอบของลูกแสดงถึงความลำบากใจแล้วล่ะก็ คุณอาจเสนอคำตอบ หรือ ทางเลือกที่ลูกอาจทำได้ ตัวอย่างเช่น
ตอบเพื่อนว่า “ไม่” โดยไม่ต้องโต้แย้ง ไม่ต้องอธิบาย ตอบเพียง “ไม่” และแสดงท่าทีอย่างจริงจังว่า ลูกของคุณหมายความตามนั้น
ให้เหตุผล เช่น “ไม่ล่ะ ฉันสัญญากับแม่ไว้แล้ว” หรือ “ไม่ล่ะ โค้ชฟุตบอลบอกไว้แล้วว่าห้ามเด็ดขาด และฉันก็ไม่อยากผิดสัญญา”
เสนอทางเลือกอย่างอื่นที่เหมาะสมให้เพื่อน เช่น “ไม่ล่ะ เล่นเกมส์กันสนุกกว่า”
ขอแยกตัว เมื่อทางเลือกอย่างอื่นได้ลองแล้วแต่ไม่เป็นผล ก็จำเป็นที่จะถึงเวลา ขอปลีกตัวเองจากสถานการณ์นั้น เช่น “ไม่ล่ะ กลับบ้านดีกว่า”  ฯลฯ
อาจมีทางเลือกอื่นๆอีกมากที่คุณจะช่วยให้ลูกเห็นว่า เขาจะพูด หรือทำอย่างไร จึงจะ “ปฏิเสธ”ได้ และเขามีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น เพราะสถานการณ์เหล่านั้นเขาสมควรที่จะหลีกเลี่ยงด้วยการปฏิเสธ

ข้อสำคัญ พ่อแม่พึงสนใจความรู้สึกของลูกด้วยว่า เมื่อต้องปฏิเสธแล้ว เขารู้สึกอย่างไร ลำบากใจหรือไม่ อะไรที่อาจทำให้เขารู้สึกเช่นนั้น เพื่อช่วยลูกให้ก้าวข้ามความรู้สึกที่รบกวนใจนั้นได้  แล้วทีนี้ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน หรือต้องเผชิญกับสถานการณ์อะไรในชีวิตจริง คุณก็มั่นใจได้ว่า ลูกของคุณรู้จัก “ปฏิเสธของที่ต้องห้าม” ได้แล้วด้วยตัวของเขาเอง

ในเกมส์กีฬา “โค้ช” มีหน้าที่ฝึกสอนให้นักกีฬามีเทคนิคที่จะใช้ได้ผลเมื่อต้องลงสนามเจอคู่ ต่อสู้จริง แต่ในเกมส์ชีวิต ก็เห็นจะมีแต่พ่อแม่นี่แหละ ที่จะต้องเป็น “โค้ช” เพื่อให้ลูกมีเทคนิคในการลงแข่งในสนามชีวิต ซึ่งบ่อยครั้งที่คู่ต่อสู้มาในร่างของ “มิตร”

โดย : สุวัฒนา ศรีพื้นผล : สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ใช้ "มือถือ-แอปฯ" เลี้ยงลูกต่ำกว่า 3 ขวบ ทำให้ด้อยภาษา การเรียนรู้

พญ.พรรณพิมล วิปุรากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันพ่อแม่มักนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลี้ยงดูลูก เช่น โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เป็นต้น แทนการให้ลูกเล่นของเล่นต่างๆ เพราะเข้าใจว่าจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการให้เด็ก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 3ขวบ ไม่ควรเลี้ยงลูกโดยใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าช่วยเด็ดขาด เพราะจะส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านภาษา เนื่องจากการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ลูกเล่น ลูกจะใช้ได้เพียงแต่นิ้วมือในการวาดบนหน้าจอไปมาเท่านั้น แต่สมองไม่ได้จัดลำดับการเรียนรู้ อย่างช่วง 4-5ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า เด็กไทยมีปัญหาเรื่องภาษา ในกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า พบว่า ร้อยละ 50เป็นความบกพร่องด้านภาษา

"เด็กช่วงวัยนี้จะเรียนรู้ภาษาจากการอ่านปากของพ่อแม่ หรือคนปกติ แต่การให้ลูกเล่นเทคโนโลยีแทนนั้น ตรงนี้จะมีภาษาเฉพาะของแต่ละเทคโนโลยีหรือโปรแกรมที่ใช้ ทำให้เด็กมีความบกพร่องหรือพัฒนาการล่าช้าในด้านภาษา ดังนั้น ถ้าเด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการอ่านปากหรือฟังภาษาจากเทคโนโลยีจะทำให้ พัฒนาการด้านภาษาล่าช้า นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อความอดทนของเด็กด้วย เนื่องจากเทคโนโลยีสามารถลบสิ่งผิดพลาดแล้วทำใหม่ได้ กดปุ๊บมาปั๊บ ทำให้เด็กเข้าใจว่าในชีวิตจริงสิ่งผิดพลาดสามารถลบทิ้งได้ง่าย ทั้งที่ไม่ใช่ และไม่รู้จักรอ" รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

ญ.พรรณพิมล กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 3ขวบขึ้นไป สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยเสริมพัฒนาการเด็กได้ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง โดยต้องใช้ร่วมกับพ่อแม่ และจำกัดเวลาการใช้เพียงวันละไม่เกิน 30นาที ซึ่งถือว่าใช้เวลามากแล้วสำหรับเด็ก นอกจากนี้ ควรเลือกแอปลิเคชันหรือโปรแกรมที่ให้เด็กใช้เทคโนโลยีที่มีการพิสูจน์แล้ว ว่ามีความเหมาะสมสำหรับเด็กและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ เช่น โปรแกรมจับคู่สี หรือรูปภาพ และให้เด็กได้เล่นของเล่นต่างๆ ที่ฝึกพัฒนาการ หรือออกไปเล่นข้างนอก ได้สัมผัสพื้นดิน สิ่งต่างๆ ก็จะช่วยเสริมพัฒนาการทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ การเคลื่อนไหวของร่างกายด้วย สำหรับกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการบกพร่องก็มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยเสริม เรื่องการใช้ภาษาให้มีการพัฒนามากขึ้น แต่เป็นไปตามความเหมาะสมและจำเป็นของเด็กแต่ละคน

 


พหุปัญญา 8 ด้าน พัฒนาการกับภาวะโภชนาการในช่วงแรกของชีวิต

พหุปัญญา 8 ด้านคืออะไร?
     ศาสตราจารย์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เป็นผู้เสนอ “ทฤษฎีพหุปัญญา” ซึ่งมีแนวคิดว่าความฉลาดของมนุษย์ แบ่งได้ 8 ด้าน ประกอบด้วย ความฉลาดด้านภาษา ความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ ความฉลาดด้านดนตรี ความฉลาดด้านร่างกาย ความฉลาด ดานมิติสัมพันธ์ ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง ความฉลาดด้าน รู้จักธรรมชาติ ซึ่งแต่ละด้านต่างก็มีความสำคัญเท่าเทียมกัน
พ่อแม่และครูควรค้นหาจุดเด่นของเด็ก ว่ามีความฉลาดทางด้านใดบ้าง แทนการยึดถือตามความเชื่อเดิมๆ ที่นิยามว่า “เด็กเก่ง” คือ เด็กที่มีความฉลาดเพียงบางด้าน เช่น ด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษา โดยต้องทำความเข้าใจและอดทนที่จะสอนเด็กให้เหมาะกับวิธีการเรียนรู้ของเขา ถึงแม้ว่าอาจไมใช่เรื่องง่าย
เด็กทุกคนคือส่วนผสมของความฉลาดทั้ง 8 ด้าน
     แน่นอนว่าเด็กๆ แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และก็ควรจะได้รับการดูแลในรูปแบบที่แตกตางกันไป ทฤษฎีพหุปัญญาก็เป็นไปตามแนวคิดนี้เช่นกัน โดยหัวใจหลักของทฤษฎีนี้บ่งชี้ว่า เด็กแต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างกันไปในแต่ละด้าน และหากผู้ปกครองและครูค้นพบจุดเด่นของเด็ก ก็จะช่วยส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างรวดเร็วยิ่ง ขึ้น
นอกจากนี้ ทฤษฎีพหุปัญญายังช่วยเปิดประตูไปสู่แนวทางการเรียนรู้ที่หลากหลาย ถึง 8 แนวทาง ซึ่งแนวทางเหล่านี้สามารถนำไปผสมผสานและประยุกต์ให้เข้ากับลักษณะนิสัยและ ความถนัดของเด็กๆ ได้ โดยผู้ปกครองและคุณครูสามารถนำหลักการของทฤษฎีนี้มาใช้ได้ ด้วยการมองทักษะในแต่ละด้านให้เป็นเส้นทางในการพัฒนาที่แยกออกจากกันอย่าง ชัดเจน โดยเริ่มต้นจากการค้นหาว่าเด็กมีความถนัดในด้านใดบ้าง ก่อนที่จะนำเอาเทคนิคการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับระดับความสามารถ ของเด็กในแต่ละด้านมาใช้งาน
     ทั้งนี้ ทฤษฎีพหุปัญญาเสนอแนะว่า ผู้ปกครองและคุณครูควรให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพลง กิจกรรมกลุ่ม งานศิลปะ การแสดงละคร การใช้สื่อมัลติมีเดีย ทัศนศึกษา การสะท้อนความคิดและอารมณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเด็กๆ ได้รับข้อมูลหรือความรู้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และตรงกับความถนัดของตนแล้ว พวกเขาก็จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปได้อย่างรวดเร็ว
     โดยสรุปแล้ว เราอาจพูดได้ว่าแก่นแท้และเป้าหมายของทฤษฎีพหุปัญญานั้น ก็คือ การทำให้การเรียนรู้เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กๆ โดยโครงสร้างของทฤษฎีนี้จะช่วยให้ผู้ใหญ่สามารถระบุและจำแนกความสนใจของเด็ก ได้ดียิ่งขึ้น
ความฉลาด 8 ด้านตามทฤษฎีพหุปัญญา
 ความฉลาดด้านภาษา
     เด็กที่ฉลาดด้านภาษาสามารถเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วพวกเขาสนุกกับการต่อคำศัพท์และเกมสอนๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบโคลงกลอน เพลง และนิทาน เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นนักพูดและนักเล่าเรื่องที่เก่ง
จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านภาษา
     ความฉลาดด้านภาษาบ่งบอกถึงความสามารถในการเรียนรู้ภาษาต่างๆ และความถนัดในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร เด็กที่ฉลาดด้านนี้สามารถใช้ภาษาได้เป็นอย่างดี แสดงความคิดเห็นได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และยังสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้ฟังอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือเขียน
เด็กที่ฉลาดด้านภาษาจะพัฒนาตนเองได้ด้วยวิธีต่างๆ โดยเข้าใจคำศัพท์และใช้ภาษาได้เป็นอย่างดี มักใช้คำศัพท์หลากหลาย เรียนรู้ไวยากรณ์ได้อย่างรวดเร็ว และนำไปใช้ได้ดี จำและคิดเป็นภาษาหรือคำศัพท์ อธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองได้ดี
     กิจกรรมที่เด็กกลุ่มนี้ชื่นชอบ ได้แก่ อ่านหนังสือรวมกัน เล่านิทานหรือเรื่องราวต่างๆ ให้เด็กฟัง ชวนเด็กให้พูดคุยถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว สนับสนุนให้เด็กอธิบายถึงสิ่งที่พวกเขามองเห็นหรือกำลังกระทำด้วยการพูดหรือ เขียน เปิดโอกาสให้เด็กพูดคุยกับคุณได้ทุกครั้งที่ต้องการ เล่นเกมที่เกี่ยวกับคำศัพท์
ของเล่นและอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนที่เหมาะกับเด็ก ได้แก่ หนังสือ กระดาษ สมุดโน้ต ดินสอ ปากกา หนังสือพิมพ์ นิตยสาร พจนานุกรมคำพ้อง เกมคำศัพท์ สารานุกรม พจนานุกรม
ผู้ปกครองจะช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้เรียนรู้ได้ดีขึ้นได้อย่างไร
     แน่นอนว่าเด็กในกลุ่มนี้เรียนร้ได้ดีที่สุดผ่านทางการฟัง พูด อ่าน เขียน ให้เด็กเข้าถึงแหล่งความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น หนังสือ สารานุกรมหรือเว็บไซต์ ผู้ปกครองควรอ่านหนังสือร่วมกับเด็ก และกระตุ้นให้เด็กถามคำถามทันทีที่สงสัยหรือไม่เข้าใจเนื้อหาในหนังสือ ให้เด็กนำเรื่องราวที่พวกเขาเคยอ่านหรือฟังมาแล้ว มาเล่าใหม่ โดยให้พวกเขาแสดงเป็นตัวละครต่างๆ ในเรื่องและคิดบทพูดให้เข้ากับสถานการณ์
     วิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้คณิตศาสตร์ หากต้องการสอนวิธีบวกลบเลข ให้แต่งเรื่องว่ามีเด็กผู้ชาย 2 คน คนหนึ่งมีส้ม 3 ผล อีกคนมีส้ม 2 ผล ถ้าคนที่มีส้ม 2 ผลให้ส้มเด็กอีกคนไป 1 ผล ถามว่าเด็กแต่ละคนมีส้มคนละกี่ผล
     วิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้วิทยศาสตร์ให้เด็กเรียนรู้ถึงความสำคัญของป่าไม้ โดยการกระตุ้นให้เขาลองบรรยายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ถ้าต้นไม้และป่าไม้ถูกทำลาย เมื่อพาเด็กไปเที่ยวสวนสัตว์ ผู้ปกครองหรือครูควรชวนให้เล่นเกม 20 คำถาม เพื่อเดาว่าคุณกำลังถึงสัตว์ชนิดใดอยู่ใช้เรื่องเล่าเกี่ยวกับเซอร์ไอแซค นิวตัน และผลแอปเปิ้ลที่หล่นจากต้นไม้ เป็นเครื่องมือในการอธิบายคำว่า แรงดึงดูด
     วิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้ภูมิศาสตร์ สอนเด็กให้เรียนรู้คำว่า สวัสดี ขอบคุณ และลาก่อน ในภาษาต่างๆ และอธิบายว่าภาษาเหล่านี้มาจากประเทศใดบ้าง เมื่อพาเด็กไปเที่ยวทะเล ให้เด็กอธิบายสภาพแวดล้อมและสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น ชายหาด ต้นมะพร้าว หรือเปลือกหอย ให้เด็กสวมบทบาทเป็นนกที่กำลังเดินทางไปโรงเรียนหรือไปซื้อของ และบรรยายว่าตนเองเห็นอะไรบ้าง ขณะที่บินอยู่
 ความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ
     ความฉลาดด้านนนี้เกี่ยวกับความสามารถในการนำตรรกะมาแก้ปัญหาจำแนกสิ่งที่ เกิดขึ้นเป็นแบบแผนได้ ชอบแก้โจทย์คณิตศาสตร์และเรียนรู้ปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์ เด็กที่ฉลาดทางด้านนี้จะชอบเล่นเกมส์ที่ต้องแก้ปัญหาทุกชนิด และสามารถเชื่อมโยงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ อย่างไม่ยากเย็นนัก
จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์
     ความฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจ วิเคราะห์ และแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผลแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และวิเคราะห์สถานการณ์โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน โดย ดร.การ์ดเนอร์ ได้กล่าวว่า ความฉลาดด้านนี้ มีคุณสมบัติพื้นฐานคือ ความสามารถในการค้นหารูปแบบและการคิดอ่านอย่างเป็นเหตุเป็นผล
     ความฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ มักถูกมองว่ามีผลโดยตรงต่อความสามารถทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของเด็ก
     เด็กที่ฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์จะพัฒนาตนเองได้ด้วยวิธีต่างๆ โดยเข้าใจเรื่องตัวเลขได้รวดเร็ว เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ดีเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะ จัดลำดับและเข้าใจรูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้น มีทักษะในการแก้ปัญหา
     กิจกรรมที่เด็กกลุ่มนี้ชื่นชอบ ได้แก่ การแก้ปริศนา การวัดและการสำรวจสิ่งต่างๆ การทดลองเพื่อค้นหาเหตุและผล การใช้สัญลักษณ์และสูตร การคำนวณของเล่นและอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนที่เหมาะกับเด็ก ได้แก่ เกมปริศนาต่างๆ โดยเฉพาะประเภทที่มีการคิดคำนวณ มีตัวเลขเกี่ยวข้อง หรือต้องอาศัยการจัดลำดับ เครื่องมือวัดค่าต่างๆ สมุดภาพระบายสีตามตัวเลข เกมปริศนาที่เกี่ยวกับตัวอักษร และการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ผู้ปกครองจะช่วยเด็กกลุ่มนี้ให้เรียนรู้ได้ดีขึ้นได้อย่างไร เด็กที่มีความถนัดในด้านนี้จะเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาหรือการสังเกตหาหลัก การและรูปแบบต่างๆ ได้ดี ให้เด็กลองคิดหาเหตุผลเบื้องหลังสิ่งต่างๆ   ถามคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กใช้ความคิดอย่างต่อเนื่อง ช่วยตอบคำถามประเภท อะไร ทำไม เมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไร นำเสนอเรื่องราวหรือประเด็นต่างๆ ในรูปของเหตุและผล ชี้ให้เด็กสามารถจดจำรูปแบบทางตรรกะและคณิตศาสตร์ในเนื้อหาการเรียนการสอน ช่วยให้เด็กแบ่งแยกสิ่งที่ได้เรียนรู้มาออกเป็นหลายขั้นตอน และค้นหาสิ่งที่เชื่อมแต่ละขั้นตอนเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่งเดียว
     ตัวอย่างวิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้คณิตศาสตร์เด็กประเภทนี้จะเรียนคณิตศาสตร์เก่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่การเรียนการสอนควรจะเน้นย้ำถึงเหตุผลและลำดับความคิดในการคำนวณด้วย แทนที่จะไปมุ่งเน้นแต่การท่องจำกระบวนการ
     ตัวอย่างวิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้วิทยาศาสตร์ ให้วัดอุณหภูมิของน้ำร้อนและน้ำแข็ง แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ให้เด็กแบ่งโมเดลสัตว์เป็นหมวดหมู่ตามลักษณะที่เห็น เช่น สัตว์บก แมลง เป็นต้น
ตัวอย่างวิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้ภูมิศาสตร์ เมื่อเด็กรับประทานผลไม้ ผู้ปกครองก็อาจไล่ลำดับเหตุการณ์ว่ามะม่วงมาจากที่ใด เช่น มะม่วงซื้อมาจากไหน ปลูกในจังหวัดอะไร เติบโตด้วยน้ำจากแม่น้ำใด แม่น้ำมีต้นน้ำอยู่ที่ไหน และก็ให้เด็กลองวาดภาพลำดับเหตุการณ์นี้ด้วยตนเอง
 ความฉลาดด้านดนตรี
     เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะไวต่อเสียงและสามารถเชื่อมโยงระหว่างเพลงและเครื่อง ดนตรีได้ พวกเขาชอบร้องเพลงและมักใช้เทคนิคในการเรียนรู้ผ่านบทเพลงและจังหวะ
จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านดนตรี
     ความฉลาดด้านดนตรี คือ ความสามารถด้านการแสดง การประพันธ์ และความรู้สึกชื่นชอบในดนตรีรูปแบบต่างๆ ที่เชื่อมโยงเรื่องเสียง ดนตรี และรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะฟังและซึมซับเสียงได้ ในขณะเดียวกันยังคิดเป็นจังหวะและรูปแบบได้ และสามารถจดจำและนำไปใช้ได้อีกด้วย ซึ่งทำให้เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีสามารถจดจำและแต่งท่วงทำนอง จังหวะ และระดับเสียงดนตรีได้นั่นเอง
เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะพัฒนาตนเองได้ดีด้วยวิธีต่างๆ โดยพวกเขามีทักษะในการฟังที่ดีเยี่ยม และแยกแยะความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างง่ายดาย พวกเขามักหลงเสน่ห์ดนตรีและเสียงเพลง ทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นคำคล้องจองหรือเป็นแบบแผน ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้ พวกเขาซึมซับและจดจำข้อมูลเป็นแบบแผนและบทกลอนหรือคำคล้องจอง
     กิจกรรมที่เด็กกลุ่มนี้ชื่นชอบ ได้แก่ ฟังเพลง ร้องเพลงและทำจังหวะตาม ชอบตัวเลขและทฤษฎีเกี่ยวกับตัวเลขเมื่อโตขึ้น ชอบเรียนรู้ไขปริศนา และถอดรหัสสัญลักษณ์ต่างๆ
ของเล่นและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะกับเด็ก ได้แก่ หนังสือเพลงและจังหวะต่างๆ เกมส์ตัวเลข เกมส์จำพวกคำศัพท์ และเกมส์ที่ต้องใช้สายตา เกมส์สัญลักษณ์และรหัสต่างๆ เพลงจากหลากหลายชาติ เครื่องดนตรีสำหรับเด็ก เช่น ระนาดหรือกลอง เป็นต้น
ผู้ปกครองจะช่วยเด็กกลุ่มนี้ให้เรียนรู้ได้ดีขึ้นได้อย่างไร
     วิธีที่ดีที่สุด คือ ส่งเสริมให้ฟังเพลง ท่วงทำนอง จังหวะ และรูปแบบดนตรีในลักษณะต่างๆ กัน หาหนังสือที่มีเสียงสัมผัสให้ลูกได้อ่าน ช่วยส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ เป็นเสียงดนตรี หาเกมส์เกี่ยวกับตัวเลขและรูปทรงมาให้ลูกเล่น สอนเรื่องรูปทรงต่างๆ ให้ลูกเมื่อเห็นสิ่งของต่างๆ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องรูปทรง
     ตัวอย่างวิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้เด็กใช้สื่อมีเสียงนำสิ่งรอบตัวทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างวิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้ภูมิศาสตร์   สอนเรื่องวัฒนธรรมและเครื่องดนตรีที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์ให้แก่เด็ก เช่น เรื่องกลองที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ รวมทั้งวิธีเล่นและเสียงที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป
 ความฉลาดด้านร่างกาย
     ความฉลาดด้านนี้มีความหมายตรงกับชื่อ คือ เป็นเด็กที่แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมและเคลื่อนไหวได้แคล่วคล่องว่องไว ชอบแสดงออก และสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับกับศิลปะและงานฝีมือ
จุดเด่นของเด็กที่ฉลาดด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว
     ความฉลาดด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว คือ ความสามารถในการควบคุมและแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึก โดยใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดย ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ กล่าว่า ทั้งร่างกายและจิตใจต้องสัมพันธ์กัน
     เด็กที่ฉลาดด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวจะพัฒนาตนเองได้ด้วยวิธีต่างๆ โดยพวกเขาตอบสนองสิ่งเร้าทางกายภาพได้ดี พวกเขาใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขามักเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่เรียนรู้ ทำให้อาจดูเหมือนนั่งนิ่งๆ ไม่ได้
     กิจกรรมที่เด็กกลุ่มนี้ชื่นชอบ ได้แก่ กิจกรรมแทบทุกประเภทที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้ลงมือทำและสัมผัสสิ่งของจริงๆ กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ กิจกรรมการทำสวน กิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายต่างๆ เช่น ปีนเขา ปีนจักรยาน กระโดดโลดเต้น หรือแม้กระทั่งการคลานเล่น เป็นต้น กิจกรรมนอกร่มที่ได้เคลื่อนไหวและใช้กล้ามเนื้อ เช่น ปีนจักรยานสามล้อ หรือเดินเล่นกับคุณพ่อคุณแม่ในสวน เป็นต้น กิจกรรมอื่นๆ ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายเต็มที่
ของเล่นและอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน ได้แก่ ของเล่นประเภทที่เด็กต้องหยิบจับและขยับร่างกายบ่อยๆ ของเล่นชุดเครื่องมือก่อสร้าง ตัวต่อเลโก้ ดินเหนียว / ดินน้ำมันสำหรับปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ชุดการทดลองวิทยาศาสตร์
ผู้ปกครองจะช่วยเด็กกลุ่มนี้ให้เรียนรู้ได้ดีขึ้นอย่างไร
     หากกิจกรรมที่เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย ใช้กล้ามเนื้อสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายให้เด็กทำ เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่พัฒนาเด็กที่ฉลาดด้านนี้ ให้เด็กเรียนรู้ด้วยการแสดงท่าทาง เคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลังกายให้มากที่สุด ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ด้วยการทำการทดลองจริงให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ โดยการฝึกใช้วัตถุ เป็นต้น ส่งเสริมให้เด็กได้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการเรียนรู้และทดลองอย่างสร้างสรรค์ ให้โอกาสเด็กได้เดินคิดไปมาและตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะเรียนรู้สิ่งต่างๆ บางครั้งเด็กอาจจะรู้สึกลำบากมาก หากต้องนั่งคิดนิ่งๆ
     ตัวอย่างวิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้คณิตศาสตร์เริ่มจากการสอนบวกลบง่ายๆ ให้กับเด็กด้วยการนำกลองขนาดต่างๆ และเซ็ตลูกบอลมาให้เด็กใช้ เพื่อแสดงการบวกลบ โดยเพิ่มหรือลดจำนวนลูกบอลในกล่องได้ สอนเรื่องรูปทรงเรขาคณิต (วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม) โดยให้ทำมือเป็นรูปทรงต่างๆ
ตัวอย่างวิธีสอนให้เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ นำสิ่งที่มีในบ้าน เช่น เกลือและน้ำ หรือสิ่งที่แตกต่างกันทางกายภาพ เช่น น้ำร้อนและน้ำเย็น เป็นต้น มาให้เด็กทดลอง สอนเด็กให้เรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายของมนุษย์ โดยให้เขาวาดรูปตัวเองบนกระดาษแผ่นใหญ่ หรือพื้น แล้วให้เขาเคลื่อนที่ไปและระบุชื่ออวัยวะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แพทย์หญิงนลินี เชื้อวณิชชากร
กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม


โครงการ CPA สำหรับปกป้องคุ้มครองเด็กในทุกภาคระดับ

CPA คืออะไร?

          โครงการ CPA (Child Protection Advocacy) เป็นการวางกรอบสำหรับการทำงานการคุ้มครองเด็กในระดับชุมชน ที่แสดงให้เห็นถึงการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่โดยมุ่งเน้นระบบการ คุ้มครองเด็ก (Child protection system) เพื่อเสริมสร้างการป้องกันเด็กจากการละเมิด การถูกทอดทิ้ง การแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ และความรุนแรงในด้านอื่นๆ นอกจากนั้นยังเสริมสร้างทั้งสภาพแวดล้อม และตัวเด็ก เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดี และสิทธิของตัวเด็ก โครงการ CPA ยังสามารถที่จะพัฒนาไปใช้สร้างฐานหรือเป็นตัวแบบในระดับชาติ และระดับโลกได้อีกด้วย

การป้องกันคุ้มครองเด็ก (Child Protection)

          เป็นมาตรการคุ้มครองป้องกันการใช้ประโยชน์ในทางมิชอบทั้ง 4 ประเภท ประกอบไปด้วย

การล่วงละเมิด (Abuse) การกระทำความรุนแรงที่เกิดจากเจตนา โดยเด็กที่ถูก กระทำมีความสัมพันธ์กับผู้กระทำ เช่น บุคคลในครอบครัว

 

การใช้ประโยชน์จากเด็ก (Exploitation) การใช้ประโยชน์จากทั้งทางเพศ หรือแรงงานเด็ก

การละเลยทอดทิ้ง (Neglect) การละเลยทอดทิ้ง ทั้งที่ผู้ดูแลเด็กมีความสามารถในการดูแลขั้นพื้นฐานแก่เด็กได้ แต่กลับปล่อยปะละเลย ทั้งด้านชีวิต ที่พักอาศัย สุขภาพ จิตใจ เป็นต้น

ความรุนแรง (Violence) การข่มขู่ คุกคาม การใช้อำนาจในทางมิชอบทำร้ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

          องค์ประกอบของ CPS (Child Protection System) นั้นประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก 7 องค์ประกอบ (7 Elements) ด้วยกันคือ

กฎหมาย นโยบาย มาตรฐาน และกฎเกณฑ์ (Laws, policies, standards and regulations) ประกอบไปด้วย

กฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC), กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, อนุสัญญาเจนีวา (Geneva convention) เป็นต้น

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

นโยบาย และกฎหมายระดับชาติ เช่น กฎหมายครอบครัว กฎหมายด้านการดูแลสังคม กฎหมายป้องกันอาชญากรรม เป็นต้น

กลไกในการดูแล ให้บริการ เพื่อเสริมสร้างระบบการป้องกันคุ้มครองเด็ก (Services and service delivery mechanisms) เช่น

หน่วยงานที่เกี่ยวการดูแล ป้องกันปัญหา ทั้งก่อนเกิด ป้องกันหลังเกิด และฟื้นฟูดังเดิม

หน่วยงานที่มีหน้าที่วิเคราะห์ รายงาน ศึกษาค้นคว้า สำรวจ และรักษา เช่น โรงพยาบาล นักจิตวิทยาสังคม เป็นต้น

ขีดความสามารถ (Capacities) เพื่อส่งเสริมระบบการป้องกันดูแลเด็ก ประกอบไปด้วยการเสริมสร้างขีดความสามารถทั้งคน ทรัพยาการ การเงิน โครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ

การเสริมสร้างขีดความสามารถ

จัด อบรมแก่ข้าราชการ รัฐบาล เกี่ยวกับเทคนิคด้านการคุ้มครองดูแลเด็ก เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และการนำเทคนิคดังกล่าวไปใช้ได้ในสถานการณ์จริง

เสริมสร้างขีดความสามารถด้านความรู้ และทักษะ แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการดูแลเด็ก เช่น ครู นักพัฒนาสังคม ตุลาการ เป็นต้น

สร้างการเรียนรู้เจาะลึกปัญหาเกี่ยวกับเด็ก

การเงินและโครงสร้างพื้นฐาน

สนับสนุนเงินทุนให้เพียงพอต่อทุกองค์กร และสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องคุ้มครองเด็ก

มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอ อาทิ อาคารสำนักงาน อุปกรณ์ที่จำเป็น

มีแหล่งเงินทุนสนับสนุนอื่นๆ การรับบริจาคเพิ่มเติม

กลไกความร่วมมือ การประสานงานและช่วยเหลือกัน (Co-operation, co-ordination and collaboration mechanism) โดยการทำให้แน่ใจว่าทุกภาคส่วนทั้งเป็นทางการ (องค์กร ที่มีหน้าที่กำหนดชัดเจน) และไม่เป็นทางการ (ประเพณี วัฒนธรรม ค่านิยม) เข้ามาร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงานเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองเด็ก

การสร้างกลไกความรับผิดชอบ (Accountability mechanisms) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าปัญหาของการคุ้มครองเด็ก จะถูกตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กฎหมายต่างๆ และนำมาซึ่งผลประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก

วัฏจักรแห่งการดูแล (Circle of care) ประกอบไปด้วยทัศนะคติ คุณค่า ลักษณะนิสัย ประเพณีการเลี้ยงดูเด็ก การอุปถัมภ์ดูแลเด็ก ทั้งหมดที่ทำให้เกิดการปกป้องคุ้มครองเด็ก โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิสัมพันธ์กับเด็กได้อย่างดี

ความยืดหยุ่น ทักษะการดำรงชีวิต และการมีส่วนร่วมของเด็ก (Children’s resilience, life skills and participation)  สร้างตัวแทนหรือองค์กรของเด็กเอง และมีระบบคุ้มครองปกป้องตนเอง โดยมีรัฐบาล หรือ Ngo เป็นผู้ให้การสนับสนุน มีการให้การศึกษาเล่าเรียนขั้นพื้นฐานฟรีแก่เด็ก เป็นต้น

CPA Groups และรูปแบบการเป็นหุ้นส่วนแบบต่างๆ (Partnering)

          CPA Groups คือ กลุ่มขององค์กร ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการปกป้องคุ้มครองเด็ก จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมกลุ่มองค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และครัวเรือน เข้ามาร่วมกันในการทำงานด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก โดยอาศัยความเป็นพันธมิตร หรือหุ้นส่วน (Partnering) ในการดำเนินการ เพื่อให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

          CPA Groups ประกอบไปด้วยองค์กรหลัก 5 องค์กร ดังต่อไปนี้

องค์กรภาครัฐ (government) เช่น สภาเขต องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

โรงเรียน (School)  หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแล ให้ความรู้ สอนทักษะ ดูแลด้านโภชนาการแก่ เด็กๆในชุมชน

 

โบสถ์ (Church) ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนา จารีตประเพณี และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน

องค์กรสาธารณประโยชน์ระหว่างประเทศ (International NGO) เป็นองค์กรอิสระระหว่างประเทศ ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือคนในชุมชน

องค์กรสาธารณประโยชน์ในระดับชุมชน (Local NGO) เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นในชุมชน เพื่อช่วยเหลือ ปกป้อง ดูแลผลประโยชน์ของคนในชุมชนของตน

 

การเป็นหุ้นส่วนหรือพันธมิตรกันระหว่างองค์กร (partnering)

          การเป็นหุ้นส่วนกันระหว่างองค์กร ย่อมส่งผลดีระหว่างองค์กรดังต่อไปนี้

ทำให้ตนเองรู้หน้าที่ของตนเอง ว่ามีบทบาทและหน้าที่อะไร

สามารถพัฒนาความสัมพันธ์กันต่อไปได้ในอนาคต

ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานกับเด็กเพิ่มมากขึ้น

ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มเปราะบางได้มากขึ้น และเป็นกลุ่มที่ไม่ซ้ำกับที่เคยให้ความช่วยเหลือมาก่อน

ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน พัฒนาองค์กรโดยการแลกเปลี่ยนดูสิ่งดีๆระหว่างองค์กร

เป็นการรวมพลังกันระหว่างองค์กรทำให้มีงบประมาณ เงินทุน และเจ้าหน้าที่มากขึ้น

เพิ่มภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ

          การเป็นหุ้นส่วนกันระหว่างองค์กร จำเป็นต้องมีข้อบังคับเดียวกัน ดังต่อไปนี้

ต้องการหุ้นส่วนที่มีน้ำใจ และมีจิตอาสา เข้ากับหน่วยงานของเราได้ จึงจะสามารถสานต่อมาเป็น หุ้นส่วนได้

การมีเป้าหมายร่วมกัน จุดประสงค์เดียวกัน อุดมการณ์เดียวกัน เพราะหากเป้าหมายของแต่ละองค์กรต่างกัน ย่อมเกิดความขัดแย้งกันในอนาคต

มีข้อตกลงจับมือกัน โดยระบุว่าจะเป็นหุ้นส่วนกันนานแค่ไหน

มีกรอบระยะเวลาที่แน่นอน ว่าจะใช้เวลาเท่าใดในการบรรลุจุดประสงค์ขององค์กร

รูปแบบของการเป็นหุ้นส่วนที่พบมากที่สุด 3 แบบด้วยกันคือ

เครือข่าย (Network) องค์กรต่างๆแบ่งปันข้อมูล ประสานงาน ปรึกษาหารือ ถึงปัญหาต่างๆระหว่างการทำงาน

แนวร่วม (Coalition) องค์กรหลายๆองค์กร มาร่วมมือกันในลักษณะที่ต้องการเป้าหมายร่วมกัน อาจะมีการลงขันบริจาคเงินไว้กองกลาง ใช้คนร่วมกัน และมักมีข้อตกลงล่วงหน้าทั้งเรื่องผลประโยชน์ กับความเสี่ยงที่ต้องพบเจอ โดยที่แต่ละองค์กรยังคงต้องสานต่องานขององค์กรตนเองอยู่

 

หุ้นส่วน (Partnership) หุ้นส่วน ร่วมมือกันทำงานแต่แรก โดยมีข้อตกลง สัญญาชัดเจน มีการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน แบ่งงานกันว่าใครต้องทำอะไรบ้าง มีหน้าที่ชัดเจน และทำจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

การเป็นหุ้นส่วนที่ดีควรทำเช่นไร?

ความเท่าเทียมกัน (Equity) การเคารพสิ่งที่หุ้นส่วนมอบให้ และปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน นำมาซึ่งความเคารพ (Respect)

ความโปร่งใส (Transparency) จริงใจในการทำงาน บริสุทธิ์ใจ นำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust)

 

การได้รับประโยชน์ร่วมกัน (Mutual benefit) เมื่อมีผลประโยชน์ก็มีการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกัน ยุติธรรม ย่อมนำมาซึ่ง ความยั่งยืน (Sustainability)

การเจรจาต่อรอง (Negotiation)

          การ จะเป็นหุ้นส่วนที่ดี และยั่งยืนได้ ย่อมต้องมีการเจรจา พูดคุยที่ดี และน่าเชื่อถือ ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่ายมากที่สุด โดยเจรจาจนกว่าจะได้ข้อยุติที่เป็นเอกฉันท์

          เกณฑ์การต่อรองมี 3 เกณฑ์ด้วยกัน ได้แก่

ผลประโยชน์ได้รับการถ่วงดุล จนเกิดความสมดุล หรือใกล้เคียงกันมากที่สุด

มีประสิทธิภาพ ต้องไม่ผลักภาระหรือเพิ่มต้นทุน

ต้องก่อให้เกิดความรักษาซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคู่เจรจาต่อไป มิใช่ทำลายความสัมพันธ์

เครื่องมือ ADAPT (Analysis design and planning tool)

          เครื่องมือ ADAPT เครื่องมือที่ใช้ระบุว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาในชุมชน และวิเคราะห์ระบบการคุ้มครองเด็ก ปัญหา และนำมาวิเคราะห์เด็ก โดยสามาใช้ได้ในสองระดับคือ ในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่นชุมชน

การใช้เครื่องมือ ADAPT ในระดับประเทศ

          ข้อมูลที่ได้รับจากเครื่องมือ

ดูว่าได้รับข้อมูลอะไรบ้าง

รู้จุดอ่อน จุดแข็ง ของระบบคุ้มครองเด็ก

การนำข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือไปใช้

ทำยุทธศาสตร์คุ้มครองเด็กในระดับชาติ

เจ้า หน้าที่และหุ้นส่วนอื่นๆ รู้ระบบกฎหมาย นโยบาย ว่ามีอะไรบ้าง เข้าใจปัญหามากขึ้น สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง รู้ว่าอะไรควรมีหรือไม่มี

มีการรณรงค์ สนับสนุน ได้อย่างตรงจุด เกี่ยวปัญหาการป้องกันเด็ก

จุดประสงค์ของการใช้เครื่องมือ ADAPT ระดับประเทศ

เพื่อทราบว่าอะไรคือประเด็นปัญหาหลักของประเทศ

รู้กฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับต่างๆที่กำหนดไว้ในการคุ้มครองเด็ก

แยก แยะว่า องค์ประกอบใดบ้าง ของกลุ่มภาคส่วนองค์กร ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการที่เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาการคุ้มครอง เด็กในระดับประเทศ

ระบุได้ว่ามีตัวแสดงอะไรบ้าง (Actors) สัมพันธ์กันอย่างไร การเท่าเทียมกันและไม่เท่าเทียมกันอย่างไร มีโครงสร้างอำนาจอย่างไร ตัวแสดงดังกล่าวประกอบไปด้วย

 

เด็ก (Child) คือตัวแสดงที่สำคัญที่สุดในระบบนี้

ครอบครัว (Family) บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเด็ก มีหน้าที่เบื้องต้นในการปกป้องคุ้มครองเด็ก

คนในชุมชน สถาบัน องค์กร (Community) มีบทบาทในการช่วยดูแล

รัฐ/ประเทศ (State and country) หน้าที่ให้การดูแลเด็กในทุกๆด้าน

เพื่อให้ทราบถึงระบบการป้องกันคุ้มครองเด็กในชาติ มีจุดอ่อนตรงไหน และส่งผลต่อการทำงานในระดับชุมชนอย่างไร

วิธีบรรลุจุดประสงค์

ศึกษาจากเอกสาร (Desk study) กับการค้นคว้าข้อมูล (Research) และเครื่องมือ (Tools) โดยเครื่องมือที่ว่าประกอบไปด้วย

เช็คลิสต์ (Check list)

เครื่องมือที่ใช้ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับบริบทของประเทศ (Optional tools)

ในเครื่องมือเช็คลิสต์ จะมีคำถามการวิจัย (Guide research question) อยู่ทั้งหมด 7 หัวข้อ 54 คำถาม แต่ละหัวข้อประกอบไปด้วย

ระบุปัญหาที่สำคัญของประเทศเราด้านการคุ้มครองเด็ก

ประเทศเรามีทัศนคติอะไรเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก

กฎหมาย นโยบาย ระเบียบข้อบังคับ ด้านกฎหมาย

กฎหมาย นโยบาย ระเบียบข้อบังคับ ด้านนโยบาย

การบริการ การคุ้มครองเด็ก กลไกสำหรับงาน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับเด็ก

กลไกสำหรับการรายงาน กลไกด้านการสำรวจ

การมีส่วนร่วมของเด็ก

การใช้เครื่องมือ ADAPT ในระดับชุมชน

จุดประสงค์ของการใช้ ADAPT ในระดับชุมชน

ลงไปดูทั้ง 7 องค์ประกอบ (7 Elements) แล้ววิเคราะห์ว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร

ดูประเด็นปัญหาที่สำคัญในลำดับแรกๆก่อน

ดูปัญหาแล้วต้องเข้าใจว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาเหล่านั้น

ดูว่าระบบทั้ง 7 มีอยู่ไหม และสามารถใช้การได้จริงๆหรือไม่

 

ขั้นตอนการใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูล

ฟังเด็ก และวางแผน (Listening to children, setting the Agenda) ทำเป็นการประชุม เนื่องจากเด็กคือคนที่ประสบปัญหา

ฟังผู้ใหญ่ (Listening to adult) เมื่อได้ข้อมูลจากเด็กแล้วค่อยนำปัญหาไปปรึกษากับผู้ใหญ่ (รวมถึง พ่อแม่ ครู เพื่อนบ้าน)

ฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Listening from key stakeholder) เมื่อปรึกษาผู้ใหญ่แล้วก็นำมาปรึกษากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในปัญหาเด็ก ได้แก่ เจ้าหน้าที่, องค์กรภาครัฐ, ตำรวจ, คนทำงานด้านเด็ก, หัวหน้าชุมชน, ครู, คริสตจักร, NGO อื่นๆ

วิเคราะห์และสะท้อนปัญหา (Analyzing and reflecting) วิเคราะห์และสะท้อนปัญหา โดยการ

CPA วิเคราะห์ข้อมูลของปัญหาเด็กจากสามขั้นตอนแรก และสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น

 

เก็บรวบรวมเอกสารทั้งหมด เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลดิบ

ชี้แจงผลที่ได้จากการวิเคราะห์ นำผลวิเคราะห์กลับไปชี้แจงให้ชุมชนรับทราบ

สรุปแผนงานของ CPA (CPA Road Map)

เป้าหมายสำหรับกลุ่ม CPA

          เสริม สร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้ชุมชน ในการปกป้องคุ้มครองเด็กจากการใช้ความรุนแรง การล่วงละเมิด การถูกทอดทิ้ง การแสวงหาผลประโยชน์ และการกระทำรุนแรงอื่นๆภายในครอบครัวและชุมชน

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างการรับรู้ของปัญหาและระดมความต้องการที่จะตอบสนองและดำเนินการแก้ไขปัญหาขั้นพื้นฐาน

สร้างความเข็มแข็งในการรายงานเกี่ยวกับเด็กที่ถูกล่วงละเมิด การทารุณกรรม การถูกทอดทิ้ง และการแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ

เพื่อ ให้แน่ใจว่าสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ในระดับครัวเรือนต่อการป้องกัน การใช้ความรุนแรงและการแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ ไปพร้อมกับการสนับสนุนวิธีการอื่นๆในการปกป้องคุ้มครองเด็กและครอบครัวใน กลุ่มเสี่ยง

กระบวนการ ขั้นตอน CPA ทั้ง 6 ขั้นตอน

เราจะทำงานร่วมกันอย่างไร (กำหนดและระบุขอบเขต)

วิเคราะห์การปกป้องเด็ก (สร้างศักยภาพ)

เราต้องการทำอะไร? (โครงสร้าง วิเคราะห์ความเป็นไปได้ขององค์ประกอบ CPA)

การวางแผนร่วมกัน (การวางแผนและการขับเคลื่อนกระบวนการ)

เริ่มต้นการทำงาน (การลงพื้นที่ สำรวจ ออกแบบ นำไปใช้จริง และเฝ้าติดตาม)

การเรียนรู้และการประเมินผล (วิเคราะห์ผล สะท้อนปัญหา และการยินดีเมื่อประสบผลสำเร็จ)

ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ

เปลี่ยนทัศนคติ ขนบธรรมเนียม ประเพณีของแต่ละบุคคล แต่ละชุมชน ให้สร้างความมั่นใจว่าเด็กทุกคนจะได้รับการปกป้องคุ้มครองมากขึ้น

สร้าง กลไกที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเด็กและผู้ใหญ่ ในการแจ้งการกระทำที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับการทอดทิ้ง หรือแสวงผลประโยชน์จากเด็ก กลไกที่ว่า ต้องเชื่อมโยงระหว่างกันอย่างแท้จริง (ภาครัฐ เอกชน ชุมชน)

ครอบ ครัวของเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงทุกชนิด จะได้รับการสนับสนุนให้สามารถถูกแทรกแซงได้ เพื่อป้องกันการถูกละเมิดและแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

ทำให้เด็กที่มีความเสี่ยงสูงสุด (Vulnerable children) มีความสามารถในการปรับตัว รู้จักการเรียกร้อง และปกป้องตนเองได้มากขึ้น

เสียง ของเด็กที่มีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายเหล่านั้น จะถูกนำไปปรับปรุงเป็นนโยบายที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของเด็กได้อย่างแท้จริง

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับสาระความรู้เกี่ยวกับ CPA ที่ได้รับไป งงบ้าง เข้าใจบ้าง ยังไงลองอ่านดูนะครับ  อยาก ติชมประการใด คอมเม้นด้านล่างได้เลยครับ ไว้โอกาสหน้าไปอบรม หรือสัมมนาที่ไหน จะมาแชร์ประสบการณ์ดีๆมีความใหม่นะครับ ขอบคุณมากครับ……

 

 

ขอขอบคุณมูลนิธิศุภนิมิตที่เอื้อเฟื้อข้อมูลดีๆแก่ทางภาครัฐมากครับ

เวปไซค์หลักของมูลนิธิศุภนิมิต http://www.worldvision.or.th/
เฟสบุ้ค https://www.facebook.com/worldvisionthailand

จัดทำโดย นายพัชรพงศ์ ราษฎร์ดุษดี (พัด) นักพัฒนาสังคมฝึกหัด


เกี่ยวกับเรา
กฏหมาย ระเบียบ
ข่าวประชาสัมพันธ์
บริการ